Quick Review: ‘เป็น อยู่ คือ’ ใน Everything Everywhere All at Once (2022) 👀

Tuesday Evening
2 min readMay 21, 2022
Via Everything Everywhere All at Once (2022)

*Spoilers Alert*

โดนตกตั้งแต่เห็น trailer เต็มไปด้วย googly eyes 👀 เห็นปุ๊ปคือฉันต้องดูหนังที่ googly eye is starring! ต้องดูให้ได้ ไม่ว่ามันจะเกี่ยวกับอะไร (แต่สุดท้ายไม่ได้เด่นขนาดนั้น และเป็น element ที่นัยยะก็คนละความหมายกับที่เราให้ googly eyes โดยส่วนตัวด้วย 5555 แต่ก็น่ารักดี)

เคยดูหนังของคู่หู Daniel Kwan กับ Daniel Scheinert เรื่อง Swiss Army Man ตอนที่จัด movie night กับเพื่อนๆที่คอนโด เป็นประสบการณ์ที่ประหลาดเกินไป ไม่ได้ชอบ แต่รู้สึกว่าติสจัด เข้าไม่ถึง อีหยังวะ จนจำเรื่องนั้นได้ดี แต่กับเรื่อง Everything Everywhere All at Once (ชื่อไทย ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส) ให้ประสบการณ์ต่างกันเลย ดูง่าย สนุกแบบมั่วซั่ว เนื้อเรื่องเหมือนจะพูดไปเรื่อย แต่แฝงปรัชญาปนเปไปกับความลื่นไหลของเนื้อเรื่องเอาฮาที่ไม่มีช่องโหว่จนให้รู้สึกว่าแบบอ่อๆมึงสื่อความหมายนี้ด้วยมุกนี้นะอะไรแบบนั้นเลย (แบบที่มักเจอบ่อยๆในหนัง comedy ที่ชอบใส่มุกการเมือง ส่วนตัวเราไม่ค่อยชอบหนังตลก เพราะมักเจอความติดขัดแบบนั้น แล้วไม่ขำ) มันเป็นตลกแบบกลางๆ พูดไปเรื่อย ทำให้จับทางไม่ได้ว่าจะไปทางไหนต่อ อธิบายยากมาก เป็น vibe ที่ต้องดูเอง 5555

ใจความหลักคือประเด็นปัญหาระหว่างgenerationภายในครอบครัว Asian (ในเรื่องเป็นครอบครัวจีนแผ่นดินใหญ่ย้ายไปอยู่ US , gen3 เป็น ABC)ที่ค่อนข้าง typical เข้าใจได้ง่าย ด้วยส่วนตัวอินและใกล้ชิดกับอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ร่างกายเลย in sync กับเนื้อเรื่องได้อัตโนมัติ ไม่ต้องใช้สมองทำความเข้าใจ 555555 แต่ๆๆๆ หนังก็ไม่ได้ให้บรรยากาศหนังครอบครัว feel good ที่มักจบแบบ happy ending สั่งสอนคนดูว่าชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แล แบบ vibe จิตวิทยาพัฒนาตัวเอง ที่มักจับคนดูลงกล่องลักธิบูชาความสุขเหมือนเดิมเลย (ตอนใกล้ๆจบกูกลัวมาก ว่ามันจะเป็นอะไรแบบนั้นอีก ไม่ชอบ 5555 ซึ่งมันก็เกือบจะอย่างงั้นละ แต่หนังถอยออกมาเป็นภาพรวม ภาพกว้างกว่านั้น เป็นภาพจักรวาล messageมันเลยไม่ imtimacy แบบยัดเยียดสั่งสอนว่าตัวมึงก็เป็นได้ ก็ทำได้ เลือกได้แบบตัวละครนะ)

มันคือบรรยากาศของเออโลกมันก็เป็นแบบน้ีแหละ แต่ไม่ใช่แค่เรื่องของความสุข,ทางเลือก, free will เพียงอย่างเดียว แต่เราตีความว่าเป็นเรื่องของ ‘ความรัก’ จากการใช้ภาพ ตัดสลับซีน ที่ทำงานได้ดีมากๆๆๆกับบทที่เป็นแก่นกลาง

เรารู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในจิตใจมนุษย์ที่ถูกกระทำโดยระบบโลกปัจจุบัน (void , หลุมดำ, เบเกิลสีดำ) ความ fracmented กระจัดกระจาย อยู่ในทุกๆที่ ไร้ร่าง อยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่โฟกัส ของมนุษย์ในโลกดิจิตอลที่เราเป็นกันอยู่นี้ (ซึ่งมันจัดวางอยู่ทั้งในภาพ , บท, รวมถึง dialogue ด้วย ที่ตัวละครลูกตอนเป็นหัวหน้าวายร้ายก็พูดเองในเรื่องนี้ — รวมถึงความเป็น genZ ของนาง ที่เป็น representation ที่ดีมากของสภาวะผีไร้ร่าง ไม่มีหลักแหล่งและตัวตน เป็นได้ทุกอย่าง และก็ไม่เป็นสักอย่าง) กับความ ‘เป็น’ มากๆ ของตัวละครอากงกับแม่ที่เป็นร่างทรงของอดีต การใช้ verbal abuse ในการล่ามผูกจับผีที่อยากโบยบินไร้ทิศทางให้อยู่ในกล่อง แต่ในที่สุดตัวเอกซือเจ๊เองก็ทะลายกำแพงนั้นมาได้ในตอนที่พูดกับอากงตรงๆว่านางภูมิใจในตัวเอง แม้พ่อไม่ภูมิใจ ซึ่งส่วนตัวเรา ฉนวนหลักที่ทำให้ตัวเอกลุกมาสนใจปัญหาภายในพวกนี้ ก็คือbagel สีดำ void ของลูกสาวนั่นแหละ ที่มากระตุ้นทุบกล่องให้แตกเป็นเสี่ยงๆ และในที่สุดเรื่องก็ทำให้นางมี free will เป็นของตัวเองหลังจากการเรียนรู้จากการต่อสู้กับหลุมดำของลูก ไม่ได้เลือกระหว่าง // ทำแบบพ่อ หรือทำแบบลูก , // จับ หรือ ปล่อย // แต่เลือกตัวเอง เลือกที่จะไม่ไปสุดโต่งสุดทาง เหมือนตอนที่นางเป็นหินแล้วบอกว่า มันไม่มีกฏ!! แล้วในที่สุดหินก็มีตา googly eyes แล้วก็ขยับได้ด้วย free will แรงกล้าจัดๆ

ตอนที่ตัดไปซีนจักรวาลไร้มนุษย์ ที่แม่-ลูกสาว กลายเป็นก้อนหินแล้วคุยกันคือซีนที่ชอบมากกก ให้บรรยากาศที่รู้สึกว่ามนุษย์เป็นผงธุลีจริงๆ อะไรๆมันก็แค่ matters กลิ่นอายของ existentialism มาเต็ม แบบรู้สึกได้เอง แบบไม่ยาก ไม่อุดมการณ์ หรือต้องอ่านเอาเองดัดจริตปารีเซียง (อุ๊บส์) หนังทำให้needsของตัวละครลูกสาวถูกเห็นได้เก่งมากๆ ซึ่งเราเดาว่าที่เอามาใส่ให้คนดูเข้าใจ เพื่อจะสื่อว่าซือเจ๊ตัวแม่พยายามแล้วที่จะเข้าใจสิ่งที่โจบุทูพากิจะสื่อสาร เราเอาใจช่วยให้วายร้ายโจบุทูพากิ หลุดสู่ void ได้สำเร็จในหลายซีนมากๆ มันดูน่าจะเป็นการ ‘ปล่อย’ และคืออิสระภาพ แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้โฟกัสที่ free will ของตัวเอก ก็คือแม่จ่ะ 55555 นางเลือกความรัก อุกกาบาศเลยพุ่งชน แทนที่จะไหลเข้าสู่หลุมดำ บู้มมม กลับสู่ All at Once

สุดท้าย มันกลมไปหมด แบบ เข้ากันกลมกล่อม อย่างที่บอกว่าแม้บทเป็นแก่นหลักแต่ภาพคือทำงานดีสุดๆๆๆ ไม่อาร์ต ไม่หวือหวา ตั้งใจ replica ด้วยซ้ำ แต่พบว่ามัน speak เท่าๆเนื้อเรื่องเลย รวมถึงcostumes กับการตัดต่อด้วย การตัดไปตัดมา พาคนดูไปจักรวาลนู้นนี่นั่น มันเล่นกับสภาวะการ ‘เป็น อยู่ คือ’ ของ Everything , Everywhere, All at Once ที่กระทบกับร่างกายคนดูได้ดีมากๆๆ การแสดง เจ๊ Michael Yeoh แสดงดีสมบทมากก คนที่เล่นเป็นผัวนางด้วย ลูกสาวด้วย ดีหมดดดไม่มีที่ติ ต้องดู!! นี่ดูรอบดึก ขับกลับบ้าน กินมื้อดึกต่อ แล้วหลับสนิทมากก ตื่นมานิ่งและอิ่มเอม

--

--

Tuesday Evening

Poet Wannabe, Post-consumerist Practitioner, Sense Experimenter, & the Devil’s Advocate. Trying to merge all into my pieces here.